ทำไม เมืองไทย

กลับมาคราวนี้ ได้รับคำถามเดิมๆซ้ำๆ หลายต่อหลายครั้ง และถูกถามทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมเมืองไทย

“คิดจะอยู่ที่นู่นเลยรึเปล่า?”

เกือบหกปีผ่านไป ทุกๆครั้งก็ตอบไปเหมือนเดิม

“ไม่คิดเลยครับ(ว่ะ) ยังไงกลับมาอยู่เมืองไทยแน่ๆ”

อีกคำถามที่สวนมาแทบจะทันที

“ทำไมไม่อยู่ที่นู่น เงินก็ดี อากาศก็ดี คนก็เป็นระเบียบ อยู่เมืองไทยเดี๋ยวก็เบื่อ”

คำตอบของผม ทีนี้ขึ้นอยู่กับคนที่ถาม

ถ้าเป็นคนที่ป็นผู้ใหญ่หน่อย ผมก็ใส่ชุดคนอุดมการณ์สูง ด้วยจิตมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม
“ผม อยากกลับมาพัฒนาประเทศไทย เอาความรู้ เอาประสบการณ์มาถ่ายทอดให้ทุกๆคน เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้น้อย” เรียกว่า ตั้งใจเอาคะแนน เอาภาพพจน์ สุดๆ

ถ้าเป็นเพื่อนรุ่นๆเดียวกัน ก็ตอบไปเรื่อย
“อาหารไทยรสชาดอย่างงี้ กูจะต้องกลับไปทำไมวะ”
“สาวไทยเจ๋งสุดแล้วว่ะ สวย น่ารัก”
“อยากกลับมาแต่งงานว่ะ พ่อแม่แก่แล้ว อยากมีหลานให้อุ้ม” เปลี่ยนชุดที่ใส่ไปเรื่อย

แต่จะใส่ชุดไหน แก้ผ้าแล้วแก่นยังเหมือนเดิม ‘กลับเมืองไทยแน่นอน’


ถามตัวเองอย่างจริงๆจังๆว่า ทำไมถึงรักประเทศไทยนัก

เค้าบอกว่าการเขียนจะทำให้ความคิดเป็นระบบมากขึ้น
เอาล่ะ ข้อเสีย….รถก็ติด อากาศเป็นพิษ สังคมไร้ระเบียบ เด็กนักเรียนต้องเรียนเจ็ดวันต่อสสัปดาห์
ร้อนก็ร้อน ตื่นนอนตั้งแต่ตีห้า กินข้าวเช้าบนรถ …แค่นี้พอก่อน

เอาข้อดีมาสู้
อาหาร ไทยอร่อย มีเพื่อนมากมาย อากาศไม่หนาว ค่าครองชีพถูก มีที่เที่ยวให้เลือกมากมาย ไม่อยากเป็นบุคคลชั้นสามที่อเมริกา เพราะพ่อแม่อยู่เมืองไทย เพราะอื่นๆ อีกมากมาย

ลองเถียงตัวเองตัวเองอย่างจริงๆจังๆอีกว่า อาหารไทยอร่อยๆที่เมืองนอกก็มี ไม่ชอบหนาวก็ย้ายไปอยู่เมืองอื่นสิ
เป็นบุคคลชั้นสามก็ไม่เห็นจะต้องแคร์อะไรถ้าเรามีความพอดี มีอัตตาที่พอดี เพื่อนๆที่เมืองนอกก็มี

ปล่อยให้ตัวเองในชุดสีดำสองเขี้ยวถือสามง่าม กับตัวเองอีกตัวในชุดสีขาวมีวงแหวนที่หัวติดปีก สู้กันไปก่อน

เดี๋ยวกลับมาใหม่
.

…..
ในบรรดาสิ่งดีๆ สิ่งสวยงาม ทั้งหลายในโลกนี้ ถ้าบังเอิญมาอยู่ร่วมกันเข้า อาจะไม่สวยงาม ไม่ได้ดูดีอย่างที่ควรจะเป็นนัก

ร้านน้ำหอมที่มีน้ำหอมราคาแพงมากมาย พอมาอยู่รวมกันในร้าน ผมเข้าไปเมื่อไหร่
กลิ่นมันทะแม่งชอบกล
เวทีประกวดนางงามที่มีสาวสวยสุดระดับจังหวัด ระดับประเทศ หุ่นดีประเภทที่โชว์ได้โดยไม่อายใครๆ พอมาอยู่บนเวทีเดียวกัน
เห็นแล้วก็ไม่ตื่นเต้นอะไรมากนัก

สมมุติดูเล่นๆ
ผม เป็นคนชอบกินข้าวหน้าปลาดิบแบบญี่ปุ่น ข้าวหน้าปลาดิบ(chirashi)จะมีของหลากหลาย8-12 ชิ้นวางอยู่บนข้าว จะมีปลาอยู่หลายอย่าง ปลาทูน่า ปลาซาบะ ปลาซามอน นอกจากปลาก็จะมีใข่เจียวหวาน มีปลาหมึก มีผักดองอีกหลายอย่างปนกัน บ้างผมก็กิน บ้างก็เขี่ยออก

ปลาซามอนเป็นของที่ผมโปรดปรานมากที่สุดในจาน ผมจะกินอย่างอื่นไปเรื่อยๆ แต่จะเหลือไอซามอนเนี่ยไว้กินสุดท้าย

สมมุติ ว่าเพื่อนที่รู้ใจผมเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น ข้าวหน้าปลาดิบของผมจึงเหมาะกับผมเป็นพิเศษ เป็นข้าวหน้าปลาซามอนล้วนๆๆ เจ้าของใจดีใส่มาให้เต็มที่ ผักดงผักดองที่ไม่กินไม่ต้องใส่เพราะไม่กินอยู่ดี

ผมจะเอารึเปล่า? อาจจะเอาด้วยความอยาก และกินอย่างอร่อยแน่นอน

แต่ปลาซาม่อนที่เจัดไว้อย่างเต็มจานนั้น คงไม่มีทางอร่อยเท่ากับ การที่ผมได้เรียงลำดับการกินตั้งแต่ชอบน้อยสุด ไปหาชอบมากสุดแน่นอน

ผักดองผมก็จะเอามาไว้ ถึงไม่กินก็เก็บเอาไว้ อาจจะเริ่มกินจากใข่เจียว แล้วไล่ไปเรื่อย ปลาหมึก ปลาทูน่า ไล่ไปเรื่อยจนกระทั่งถึง
แซมอนชิ้นสุดท้าย

โอว…มันน่ากินมากๆ

ชิ้นนี้รับรอง ความรู้สึกมันอร่อยกว่า จากอีกจานที่มีแต่แซมอนล้วนๆ ถึงแม้ว่ามาจากปลาตัวเดียวกันก็ตาม
ทำไมล่ะ?

ลองเรียกชื่อให้เก๋ๆว่า
การมีสิ่งที่ไม่ชอบ มีผลทำให้สิ่งที่ชอบนั้น ชอบมากขึ้น
การมีตัวตนอยู่ของสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งดีๆที่มีอยู่นั้น ดียิ่งขึ้น

คิดเล่นๆอีก แบบใหญ่ๆบ้าง

ผมกำลังนึกภาพเมืองแ่ห่งการท่องเที่ยว ที่เมืองนี้เป็น one stop travel ทุกสิ่งทุกอย่างจะเอามารวมไว้ที่นี่หมด
กำแพงเมืองจีนที่ถูกสร้างเพื่อเป็นทางเดินที่จะเข้าไปสู่ทัชมาฮาล
ด้านขวาทัชมาฮาลมีหอไอเฟิลตั้งอยู่ ในหอไอเฟิล มีการจัดนิทรรศการภาพโมนาลิซ่า รูปปั้นเดวิด และสมบัติฟาโรห์
ส่วนด้านหลังทัชมาฮาลจะเป็นหาดทรายมัลดีฟ ซึ่งคนที่ร้อนจากการเดินเล่นจะมาเล่นวินเซริฟกัน
สิ่งงามสุดยอดในโลกมารวมกันเยอะๆอย่างงี้ คงจะดูพิลึก

เสน่ห์คงลดน้อยลงไปเยอะ ทั้งๆที่แต่ละที่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

มาลองดูภูกระดึง ทีลอซู ทีลอเล ของบ้านเราบ้าง กว่าจะไปถึงนั้นยากเย็นแสนเข็ญเดินกันเป็นวันๆ บ่นกันระงม
พอผ่านความยากลำบากมาได้ สิ่งที่เห็นตรงหน้า มันสวยเหลือเกิน

ทะเลหมอกยามเช้า ที่อาจจะไม่ได้สวยที่สุด แต่พอรวมกับความยากลำบากที่เดินทางขึ้นมาแล้ว
สิ่งที่เห็นข้างหน้า มันสวยเหลือเกิน

การมีอยู่ของสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งดีๆที่มีอยู่นั้น ดียิ่งยิ่งขึ้น
….

กลับมาเมืองไทยคราวนี้ ไอลักเพื่อนซี้สุดๆคนนึงไปรับ
ทักทายกันพอตัว ด่าว่าถึงความอ้วน ความผอม ของกันและกันอย่างตรงไปตรงมา คนนึงอ้วนเอาๆ อีกคนผอมเอาๆ
แล้วก็ว่าก็ไปหาอะไรกินกัน จะได้คุยต่อ
เพื่อนหัวนอกอย่างผมพอได้สัมผัสกับอากาศเมืองไทยเท่านั้นแหละ ถึงกับบ่นอุบว่า ร้อนชิบหาย
เนื่องจากดึกมากแล้ว เลยไม่มีอะไรอร่อยๆให้กินอย่างคนที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกหวังมากนัก
ตัดสินใจจอดรถเข้าร้านข้าวต้มดูสกปรกๆ เจ้านึงอยู่ข้างทาง ถ้ามองดีๆ น่าจะมีแมลงสาบป้วนเปี้ยนอยู่ด้วย
กินไปดมเขม่าไป ร้อนไป ขยะที่ร้านอื่นเค้าเอามากองทิ้งยังอยู่ข้างๆนี้ ไม่เป็นระเบียบเลย เฮ้ออ

ผมกับลักคุยกันอย่างอร่อย มีเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ออกมาอย่างไม่ขาดสาย

ท่ามกลางอากาศร้อน เขม่าควัน ร้านอาหารสกปรก ถนนหนทางที่ไม่เป็นระเบียบ หมาข้างถนนที่พยายามมาคุ้ยหาอะไรกิน

ท่ามกลามสิ่งแย่ๆเหลานี้
มิตรภาพ ที่มองไม่เห็นด้วยตากลับชัดขึ้นและงดงาม มิตรภาพที่ทำให้ที่นั้นเหมือนไม่มีเขม่า ไม่มีอากาศร้อน มีแต่ความเย็นสบายใจ ดีใจที่ได้เจอกัน

บ้านเล็กๆของครอบครัวอยู่กันห้าคน พ่อ แม่ ลูก
ของร้อยแปดอยู่เกลื่อนบ้านเล็กๆจนรกและมีทีท่าว่ามันจะเยอะขึ้นทุกวัน กลับมาจากอเมริกาทีไร รู้สึกบ้านมันแคบลงทุกที
แต่ความคับแคบของบ้านที่ปริมาตรน้อยลง ทำให้รู้สึกถึงความรัก ที่หนาแน่นขึ้นไปทั่วทุกตารางนิ้ว

ในวันแสนร้อนอบอ้าว ภาพรอยยิ้มที่ไม่เสแสร้งของแม่ค้าที่คุยกับเรื่องละครน้ำเน่าเมื่อวานในตลาด

รถติดจะเป็นอัมพาตอย่างงี้ไปถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ ยังเห็นภาพผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามลุกให้เด็กคนนึงนั่งบนรถเมล์ที่แสนแน่น

‘การมีอยู่ของสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งดีๆที่มีอยู่นั้น ดียิ่งยิ่งขึ้น’

..
.
.
ไอตัวร้ายชุดดำยังสู้ กับไอตัวดีชุดขาวอย่างสูสียังสู้กันอยู่ ไม่รู้ว่าใครชนะกันแน่

ผมไปนอนดีกว่า

Advertisement

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.