Don’t put all your happiness in one basket

มีคำสอนขึ้นพื้นฐาน ของนักลงทุน ซึ่งหนังสือแ นะนำการลงทุนต่างๆ พูดกันตลอดว่า

“Don’t put all your “Eggs” in one basket” อย่าเอาไข่ทั้งหมดไปไว้ในตะกร้าใบเดียว

เพราะเวลาตะกร้าหล่นที ไข่จะแตกหมดเลย

เรื่องนี้แปลได้ง่ายๆ ว่า เวลาเราจะลงทุนทำอะไร อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปที่การลงทุนเพียงชนิดเดียว เพราะถ้ามันเจ๊งขึ้นมา เราพังทันที

แบ่งไปซื้อหุ้นบ้าง ซื้พันธบัตรบ้าง ซื้ออสังหาริมทรัพย์บ้าง เก็บเป็นเงินสดบ้าง 

เวลาอะไรมันจะพังไป จะขาดทุนไป เรายังมีการลงทุนอย่างอื่นช่วยดึงเอาไว้

แ บ่งไข่ไว้ในหลายๆตะกร้านะครับ ตะกร้านึงตกลงไป ยังมีไข่ในตะกร้าใบอื่นๆเหลือให้กิน

———————————————————

เราลองมาคิดเรื่องนี้ต่อกัน 

 แทนที่จะเป็นเงินหรือการลงทุน  ผมพยายามมองมันให้เป็นเรื่องของความสุข

“Don’t put all your Happiness in one basket”
อย่าเอาความสุขทั้งหมดไปไว้ในตะกร้าใบเดียว

เรามาลองคิดนะครับ ว่านอกจากเงินแล้ว มีอะไรอีกบ้างที่ทำให้เรามีสุข
-พ่อแม่ พี่น้อง
-หน้าที่การงาน
-คนรัก
 -เพื่อน
-ตัวเอง

การทุ่มเทใจ แบ่งเวลาให้กับสิ่งใดสิ่งนึงมากเกินไป อาจเป็นสุขล้น หรือเป็นทุกข์สาหัสเลยก็ได้
ผมเคยเห็นคู่รักหลายคู่ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเ พื่อความรัก ใช้เวลาด้วยกันตลอดเวลา และคิดว่านี่เป็นสิ่งที่จะสร้างความสุขทั้งหมดได้และจะยั่งยืนนาน

หลายคู่ไม่โชคดีนัก ความรักไม่ยาวนานเท่าที่คิด เมื่อไม่เป็นเหมือนที่หวัง ก็ย่อมทุกข์แสนสาหัส ไ ม่มีความสุขด้านอื่นให้พึ่งพิง เพราะ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างไปกับคนรักแ ล้ว เพื่อนผู้หญิงของผมบางคน ถึงกับคิดว่าจะอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีใครแล้ว ไม่มีใครทำให้เค้ามีความสุขได้อีกแล้ว

เป็นไปได้ไม๊ที่เค้าใส่ความสุขของเค้าลงในตะกร้าคนรักใบเดียว?

 ผมเคยเป็นคนบ้างาน มีความสุขมากที่เห็นงานตัวเองออกมาดี
เห็นความก้าวหน้าในการทำงาน เจ้านายชื่นชม

ด้วยความยึดติดนี้เอง บางครั้งผมก็เครียดกับงานมาก มีอยู่ครั้งนึงเมื่อสี่ห้าปีก่อน ทำงานจนดึกจนดื่นทุกคืน เพื่อนก็ไม่ได้เจอ แฟนก็ทะเลาะกันเพราะไม่มีเวลาให้ ทำงานไปโดยหวังว่าถ้าออกมาดี เราจะมีสุข

ในที่สุด ผมทำงานออกมาไม่ได้อย่างใจ ทำจนปวดท้อง จนต้องร้องไห้ออกมาต่อหน้าเจ้านาย
ผมผิดหวังมากเ พราะเหมือนกับหมดแล้ว
หลายคนถึงขนาดคิดสั้นเพียงแค่โดนไล่ออกจากงาน

เ ป็นไปได้ไม๊ที่ผมใส่ความสุขของผมลงในตะกร้าการงานใบเดียว?

———————————————————-

แบ่งความสุขกันนะครับ แบ่งใจแบ่งเวลาให้ดี เอาความสุขแบ่งใส่ตะกร้าหลายๆใบ

เ ต็มที่กับงานที่เราทำ
อย่าลืมไ ปหาความสุขจากการได้เล่นกับเพื่อน ได้กินข้าวกับพ่อแม่บ้าง

ทุ่มเทกับคนรักของเรา ทำให้เค้ามีความสุขให้เต็มที่
แต่ก็อย่าลืมไ ปหาความสุขจากการ ทำให้พ่อแม่มีความสุข

ที่สำคัญที่สุด อย่าลืม แบ่งความสุขให้ตัวเอง นะครับ

ลองหาอะไรที่คิดว่าตัวเองทำด้วยตัวเองแล้วมีความสุขโดยไม่ต้องพึ่งใคร
อาจจะเ ป็น เล่นดนตรี เล่นกีฬา ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ ปฎิบัติธรรม แบ่งความสุขให้เค้าบ้าง

อย่าคิดนะครับ ว่ายังไงซะ เพื่อนก็จะอยู่กับเรา ครอบครัวก็จะอยู่กับเรา 
จริงครับที่พวกเ ค้ารักเรา และไม่ทิ้งไปไหน แต่ถ้าเราไม่แบ่งเวลาไปมีความสุขกับพวกเค้าบ้างล่ะก็
ถึงเ วลานั้นพวกเค้าก็ช่วยอะไรไม่ได้

———————————————————–

แบ่งความสุขไว้หลายๆที่ครับ

สักวันนึง ตะกร้าความสุขสักใบจะตกลงไป 
เ รายังพอมีตะกร้าความสุขใบอื่นของเรา ช่วยทำให้ชีวิตนี้ ไม่ยากเกิน

“Don’t put all your Happiness in one basket” 
อย่าเอาความสุขทั้งหมดไปไว้ในตะกร้าใบเดียวนะครับ

สีฝุ่น

สิ่งที่โลกสอน

กับเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ (ตุลาคม 2008) ดัชนีหุ้นไทยต่ำว่า 400 จุด ดัชนีหุ้นอเมริกาเกือบจะหลุด 8000

ผมได้คุยกับหลายคนหลายอาชีพ ทั้งเป็นนักลงทุน และ คนค้าขายทั่วไป

คนที่ยังพอมีเ วลา รอให้เงินฟื้นคืนตัว(รวมทั้งผม) ก็ตั้งหน้าตั้งตารอให้เงินมันพอกพูนกลับมาเ ท่าเดิม ซึ่งไม่รู้ว่านานเท่าไหร่

ส่วนคนที่เจ็บหนักคือคนที่กำลังจะเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นปีหน้าหรืออีกสองสามปี หลายคนบอกผมว่าพอเ กิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แกต้องทำงานต่ออีกอย่างน้อยห้าปี

ผมห็นร้านค้า ร้านอาหารที่ชอบไปกิน คนน้อยไปเยอะ บางร้านแสนอร่อย ราคาไม่แพง คนเคยกินเยอะมาก กลับเ จ๊งได้หน้าตาเฉย ทั้งๆที่เป็นร้านที่มีคุณภาพ น่าเศร้านะครับ

ตัวผมเองก็กระทบไม่น้อยกับ เงินสมทบหลังเกษียณ และเงินลงทุนส่วนตัว เศร้าครับเศร้า

มานั่งคิดๆ ดู สิ่งที่เ กิดขึ้นกับโลกตอนนี้สอนอะไรเรา?

ผมมุ่งไปที่สัจจนิรันด์ของพระบรมศาสดาที่สอนไว้ในไตรลักษณ์

“ความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง”

พระท่านสอนให้ดูความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆรอบตัวเรา มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา 

ร้านอาหารรสชาดแสนอร่อย ก็กลับเจ๊งได้ ทั้งๆที่เจ้าของดูแลเป็นอย่างดี
เ งินในบัญชี ก็ร่อยหรอได้ ทั้งๆที่พยายามลงทุนอย่างรู้ค่า
คนรักที่เ คยรักกันแสนมากมาย ก็เปลี่ยนใจได้ ทั้งๆที่ก็ยังคอยดูแลเหมือนที่เคยเป็นมา
แม้แต่ตัวเราเอง จะบังคับให้รู้สึกดีตลอดเวลาก็ไม่ได้
ไม่มีอะไรแน่นอนเลยจริงๆ

พอเห็นอย่างงั้นแล้วก็พยายามคิดต่อ “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไ ม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
เ ราไม่ได้เป็นจ้าของ จะไปรั้ง จะไปดึงมันไว้ทำไม 

วันก่อนผ่านไปเห็นเวปๆนึงเข้า เจ้าของเวปดีไซน์นาฬิกา แก้วน้ำ เห็นดีไซน์อันนึงชอบใจมากครับ
http://www.inspiremestudio.com/

 

เจ้าของเวปให้คอนเซ็ปต์ว่า นาฬิกาแห่งชีวิตไม่เคยหยุดหมุน คนเราต้องเจอกันทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ทั้งสุข ทั้งเศร้า ทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว ไม่มีอะไรเที่ยงแท้และแน่นอน

ทำไม เมืองไทย

กลับมาคราวนี้ ได้รับคำถามเดิมๆซ้ำๆ หลายต่อหลายครั้ง และถูกถามทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมเมืองไทย

“คิดจะอยู่ที่นู่นเลยรึเปล่า?”

เกือบหกปีผ่านไป ทุกๆครั้งก็ตอบไปเหมือนเดิม

“ไม่คิดเลยครับ(ว่ะ) ยังไงกลับมาอยู่เมืองไทยแน่ๆ”

อีกคำถามที่สวนมาแทบจะทันที

“ทำไมไม่อยู่ที่นู่น เงินก็ดี อากาศก็ดี คนก็เป็นระเบียบ อยู่เมืองไทยเดี๋ยวก็เบื่อ”

คำตอบของผม ทีนี้ขึ้นอยู่กับคนที่ถาม

ถ้าเป็นคนที่ป็นผู้ใหญ่หน่อย ผมก็ใส่ชุดคนอุดมการณ์สูง ด้วยจิตมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม
“ผม อยากกลับมาพัฒนาประเทศไทย เอาความรู้ เอาประสบการณ์มาถ่ายทอดให้ทุกๆคน เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้น้อย” เรียกว่า ตั้งใจเอาคะแนน เอาภาพพจน์ สุดๆ

ถ้าเป็นเพื่อนรุ่นๆเดียวกัน ก็ตอบไปเรื่อย
“อาหารไทยรสชาดอย่างงี้ กูจะต้องกลับไปทำไมวะ”
“สาวไทยเจ๋งสุดแล้วว่ะ สวย น่ารัก”
“อยากกลับมาแต่งงานว่ะ พ่อแม่แก่แล้ว อยากมีหลานให้อุ้ม” เปลี่ยนชุดที่ใส่ไปเรื่อย

แต่จะใส่ชุดไหน แก้ผ้าแล้วแก่นยังเหมือนเดิม ‘กลับเมืองไทยแน่นอน’


ถามตัวเองอย่างจริงๆจังๆว่า ทำไมถึงรักประเทศไทยนัก

เค้าบอกว่าการเขียนจะทำให้ความคิดเป็นระบบมากขึ้น
เอาล่ะ ข้อเสีย….รถก็ติด อากาศเป็นพิษ สังคมไร้ระเบียบ เด็กนักเรียนต้องเรียนเจ็ดวันต่อสสัปดาห์
ร้อนก็ร้อน ตื่นนอนตั้งแต่ตีห้า กินข้าวเช้าบนรถ …แค่นี้พอก่อน

เอาข้อดีมาสู้
อาหาร ไทยอร่อย มีเพื่อนมากมาย อากาศไม่หนาว ค่าครองชีพถูก มีที่เที่ยวให้เลือกมากมาย ไม่อยากเป็นบุคคลชั้นสามที่อเมริกา เพราะพ่อแม่อยู่เมืองไทย เพราะอื่นๆ อีกมากมาย

ลองเถียงตัวเองตัวเองอย่างจริงๆจังๆอีกว่า อาหารไทยอร่อยๆที่เมืองนอกก็มี ไม่ชอบหนาวก็ย้ายไปอยู่เมืองอื่นสิ
เป็นบุคคลชั้นสามก็ไม่เห็นจะต้องแคร์อะไรถ้าเรามีความพอดี มีอัตตาที่พอดี เพื่อนๆที่เมืองนอกก็มี

ปล่อยให้ตัวเองในชุดสีดำสองเขี้ยวถือสามง่าม กับตัวเองอีกตัวในชุดสีขาวมีวงแหวนที่หัวติดปีก สู้กันไปก่อน

เดี๋ยวกลับมาใหม่
.

…..
ในบรรดาสิ่งดีๆ สิ่งสวยงาม ทั้งหลายในโลกนี้ ถ้าบังเอิญมาอยู่ร่วมกันเข้า อาจะไม่สวยงาม ไม่ได้ดูดีอย่างที่ควรจะเป็นนัก

ร้านน้ำหอมที่มีน้ำหอมราคาแพงมากมาย พอมาอยู่รวมกันในร้าน ผมเข้าไปเมื่อไหร่
กลิ่นมันทะแม่งชอบกล
เวทีประกวดนางงามที่มีสาวสวยสุดระดับจังหวัด ระดับประเทศ หุ่นดีประเภทที่โชว์ได้โดยไม่อายใครๆ พอมาอยู่บนเวทีเดียวกัน
เห็นแล้วก็ไม่ตื่นเต้นอะไรมากนัก

สมมุติดูเล่นๆ
ผม เป็นคนชอบกินข้าวหน้าปลาดิบแบบญี่ปุ่น ข้าวหน้าปลาดิบ(chirashi)จะมีของหลากหลาย8-12 ชิ้นวางอยู่บนข้าว จะมีปลาอยู่หลายอย่าง ปลาทูน่า ปลาซาบะ ปลาซามอน นอกจากปลาก็จะมีใข่เจียวหวาน มีปลาหมึก มีผักดองอีกหลายอย่างปนกัน บ้างผมก็กิน บ้างก็เขี่ยออก

ปลาซามอนเป็นของที่ผมโปรดปรานมากที่สุดในจาน ผมจะกินอย่างอื่นไปเรื่อยๆ แต่จะเหลือไอซามอนเนี่ยไว้กินสุดท้าย

สมมุติ ว่าเพื่อนที่รู้ใจผมเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น ข้าวหน้าปลาดิบของผมจึงเหมาะกับผมเป็นพิเศษ เป็นข้าวหน้าปลาซามอนล้วนๆๆ เจ้าของใจดีใส่มาให้เต็มที่ ผักดงผักดองที่ไม่กินไม่ต้องใส่เพราะไม่กินอยู่ดี

ผมจะเอารึเปล่า? อาจจะเอาด้วยความอยาก และกินอย่างอร่อยแน่นอน

แต่ปลาซาม่อนที่เจัดไว้อย่างเต็มจานนั้น คงไม่มีทางอร่อยเท่ากับ การที่ผมได้เรียงลำดับการกินตั้งแต่ชอบน้อยสุด ไปหาชอบมากสุดแน่นอน

ผักดองผมก็จะเอามาไว้ ถึงไม่กินก็เก็บเอาไว้ อาจจะเริ่มกินจากใข่เจียว แล้วไล่ไปเรื่อย ปลาหมึก ปลาทูน่า ไล่ไปเรื่อยจนกระทั่งถึง
แซมอนชิ้นสุดท้าย

โอว…มันน่ากินมากๆ

ชิ้นนี้รับรอง ความรู้สึกมันอร่อยกว่า จากอีกจานที่มีแต่แซมอนล้วนๆ ถึงแม้ว่ามาจากปลาตัวเดียวกันก็ตาม
ทำไมล่ะ?

ลองเรียกชื่อให้เก๋ๆว่า
การมีสิ่งที่ไม่ชอบ มีผลทำให้สิ่งที่ชอบนั้น ชอบมากขึ้น
การมีตัวตนอยู่ของสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งดีๆที่มีอยู่นั้น ดียิ่งขึ้น

คิดเล่นๆอีก แบบใหญ่ๆบ้าง

ผมกำลังนึกภาพเมืองแ่ห่งการท่องเที่ยว ที่เมืองนี้เป็น one stop travel ทุกสิ่งทุกอย่างจะเอามารวมไว้ที่นี่หมด
กำแพงเมืองจีนที่ถูกสร้างเพื่อเป็นทางเดินที่จะเข้าไปสู่ทัชมาฮาล
ด้านขวาทัชมาฮาลมีหอไอเฟิลตั้งอยู่ ในหอไอเฟิล มีการจัดนิทรรศการภาพโมนาลิซ่า รูปปั้นเดวิด และสมบัติฟาโรห์
ส่วนด้านหลังทัชมาฮาลจะเป็นหาดทรายมัลดีฟ ซึ่งคนที่ร้อนจากการเดินเล่นจะมาเล่นวินเซริฟกัน
สิ่งงามสุดยอดในโลกมารวมกันเยอะๆอย่างงี้ คงจะดูพิลึก

เสน่ห์คงลดน้อยลงไปเยอะ ทั้งๆที่แต่ละที่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

มาลองดูภูกระดึง ทีลอซู ทีลอเล ของบ้านเราบ้าง กว่าจะไปถึงนั้นยากเย็นแสนเข็ญเดินกันเป็นวันๆ บ่นกันระงม
พอผ่านความยากลำบากมาได้ สิ่งที่เห็นตรงหน้า มันสวยเหลือเกิน

ทะเลหมอกยามเช้า ที่อาจจะไม่ได้สวยที่สุด แต่พอรวมกับความยากลำบากที่เดินทางขึ้นมาแล้ว
สิ่งที่เห็นข้างหน้า มันสวยเหลือเกิน

การมีอยู่ของสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งดีๆที่มีอยู่นั้น ดียิ่งยิ่งขึ้น
….

กลับมาเมืองไทยคราวนี้ ไอลักเพื่อนซี้สุดๆคนนึงไปรับ
ทักทายกันพอตัว ด่าว่าถึงความอ้วน ความผอม ของกันและกันอย่างตรงไปตรงมา คนนึงอ้วนเอาๆ อีกคนผอมเอาๆ
แล้วก็ว่าก็ไปหาอะไรกินกัน จะได้คุยต่อ
เพื่อนหัวนอกอย่างผมพอได้สัมผัสกับอากาศเมืองไทยเท่านั้นแหละ ถึงกับบ่นอุบว่า ร้อนชิบหาย
เนื่องจากดึกมากแล้ว เลยไม่มีอะไรอร่อยๆให้กินอย่างคนที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกหวังมากนัก
ตัดสินใจจอดรถเข้าร้านข้าวต้มดูสกปรกๆ เจ้านึงอยู่ข้างทาง ถ้ามองดีๆ น่าจะมีแมลงสาบป้วนเปี้ยนอยู่ด้วย
กินไปดมเขม่าไป ร้อนไป ขยะที่ร้านอื่นเค้าเอามากองทิ้งยังอยู่ข้างๆนี้ ไม่เป็นระเบียบเลย เฮ้ออ

ผมกับลักคุยกันอย่างอร่อย มีเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ออกมาอย่างไม่ขาดสาย

ท่ามกลางอากาศร้อน เขม่าควัน ร้านอาหารสกปรก ถนนหนทางที่ไม่เป็นระเบียบ หมาข้างถนนที่พยายามมาคุ้ยหาอะไรกิน

ท่ามกลามสิ่งแย่ๆเหลานี้
มิตรภาพ ที่มองไม่เห็นด้วยตากลับชัดขึ้นและงดงาม มิตรภาพที่ทำให้ที่นั้นเหมือนไม่มีเขม่า ไม่มีอากาศร้อน มีแต่ความเย็นสบายใจ ดีใจที่ได้เจอกัน

บ้านเล็กๆของครอบครัวอยู่กันห้าคน พ่อ แม่ ลูก
ของร้อยแปดอยู่เกลื่อนบ้านเล็กๆจนรกและมีทีท่าว่ามันจะเยอะขึ้นทุกวัน กลับมาจากอเมริกาทีไร รู้สึกบ้านมันแคบลงทุกที
แต่ความคับแคบของบ้านที่ปริมาตรน้อยลง ทำให้รู้สึกถึงความรัก ที่หนาแน่นขึ้นไปทั่วทุกตารางนิ้ว

ในวันแสนร้อนอบอ้าว ภาพรอยยิ้มที่ไม่เสแสร้งของแม่ค้าที่คุยกับเรื่องละครน้ำเน่าเมื่อวานในตลาด

รถติดจะเป็นอัมพาตอย่างงี้ไปถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ ยังเห็นภาพผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามลุกให้เด็กคนนึงนั่งบนรถเมล์ที่แสนแน่น

‘การมีอยู่ของสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งดีๆที่มีอยู่นั้น ดียิ่งยิ่งขึ้น’

..
.
.
ไอตัวร้ายชุดดำยังสู้ กับไอตัวดีชุดขาวอย่างสูสียังสู้กันอยู่ ไม่รู้ว่าใครชนะกันแน่

ผมไปนอนดีกว่า

กลับมาวันแรก

้ถ้าอวัยวะทุกส่วนสามารถพูด สามารถมีความรู้สึกได้โดยไม่ขึ้นตรงต่อกัน
อย่างเช่นแขนจะเจ็บ แต่ขาไม่รู้สึกเจ็บไปด้วย ใจไม่เจ็บไปด้วย มันแยก แต่ละอย่างมีความรู้สึกของมันเอง

ถ้าวันนี้เป็นอย่างงั้นล่ะก็

…ปอดจะเป็นอวัยวะที่มีความสุขที่สุด
ใจจะเป็นอวัยวะที่มีความสุขน้อยที่สุด…

ออกมาจากสนามบินตอนบ่ายสาม
ยังชินกับวิธีการหายใจแบบคนกรุงเทพอยู่
คือหายใจเข้าไปประมาณสามในสี่ส่วนของปอด พอกลิ่นมันเข้าไปติดๆที่โพรงจมูก ก็จะหายใจออกมาสี่ส่วน

แดดจ้า ฟ้าเปิด ทัศนียภาพที่มองไปได้ไกล เท่าที่อยากเห็น
ลมหายใจแรกในมหานครเดนเวอร์
ทำให้กลับมาหายใจแบบคนบ้านนอกอีกครั้ง
เลยเอาใจปอด ด้วยการหายใจเข้าออกแรงๆ สามสี่ครั้ง
ปอดเองมันก็พองตัวขึ้น คงเพราะความดีใจด้วย

นี่สินะอากาศที่เรียนมาว่าประกอบด้วย ไนโตรเจน 78% ออกซิเจน 21% และอื่นๆ 1%

ปอดเอาอากาศออกมาแต่ละครั้ง ‘ใจหาย’ ไปเหมือนกัน

ภาพที่เห็นตรงหน้าอาจเป็นความฝัน แต่ความรู้สึกไอเย็นที่สัมผัสกับผิวหน้าปลุกให้รู้ว่า
กลับมาสู่ความจริงแล้วสินะ
หน้าที่เราอยู่ที่นี่
ความรับผิดชอบอยู่ที่นี่
ความฝันอีกหลายอย่างอยู่ที่นี่

วีเพื่อนซี้มารับด้วยรถคันเดิม
กลิ่นรถเดิมๆ คุยกันง่ายๆธรรมดาๆ เหมือนเดิม
เหมือนแค่ไม่ได้เจอกันแค่วันเดียว

ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ไม่ต้องปรับตัวมากมาย กลับมาเป็นปกติ

สงบและเรียบง่าย

๑๙ มีนาคม ๒๕๔๗

เสียงของความรัก

วันนี้ต้องเก็บเสื้อผ้า เก็บของ เพราะต้องบินกลับไปอเมริกา
อีกปีนึง กว่าจะได้กลับมาอีก เศร้าๆ จิตตก เหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา

———————————————

สิ่งที่ผมรู้ตัวดีมานานแล้ว และยิ่งถูกตอกย้ำให้เห็นบ่อยๆ
คือ ความไร้ความสามารถในการจัดกระเป๋าเดินทางของตัวเอง ให้เป็นระเบียบ

ปีนี้กะว่าจะโชว์แม่ ทำตัวเป็นผู้ใหญ่จัดกระเป๋าให้เป็นระเบียบ

ขอบอกไว้ก่อน ผมพยายามจัดของให้เป็นระเบียบนะ
ระเบียบ ของผมคือ โอเค เสื้อรวมไว้ตรงนี้ กางเกงไว้ตรงนี้ อ่ะตรงนี้กางเกงใน ของฝากไว้ด้านนี้ หนังสืออยู่รวมกันตรงนี้ พวกซีดีเอาไปรวมไว้ตรงช่องนั้น

เห็นไม๊ เป็นระเบียบมากๆ ภูมิใจมากๆ

กระเป๋าใบใหญ่พร้อมจะกลับไปอเมริกาพร้อมผมแล้ว

แต่ๆทุกๆปีที่จัด มักจะมีของอีกหลายอย่างที่ใส่เข้าไปไม่พอ และเริ่มที่จะไม่เป็นระเบียบ
แม่ผมเดินผ่านมาเห็นทีไร ส่ายหน้าทุกที รี่เข้ามาอย่างเร็ว บอกอีกว่าใส่อย่างงี้ไม่ได้ พอไปถึงก็เละ ก็แตกหมด
แกพูดพลางรื้อของผมออกมาพลาง ปากก็บ่นๆไป

ผมเห็นงานที่จัดเป็นระเบียบตั้งแต่เช้า ถูกรื้อออกมาแล้วเริ่มหมดกำลังใจ

และแล้วก็ถึงมือแม่อีกตามเคย เหมือนทุกๆปี ที่แม่จัดกระเป๋าให้

ในสายตาแม่ ลูกเป็นเด็กเสมอ ไม่ว่าลูกจะโตแค่ไหน แม่ยังยินดี และพร้อมจะทำทุกๆอย่างที่เคยทำให้ลูก

อะไรที่ไม่เป็นการทำให้แม่เหนื่อยจนเกินไป ผมยอมให้แม่ทำแต่โดยดี เพราะรู้ว่า แม่ทำแล้วมีสุข

บาง ทีแม่ตะโกนเรียก “กินข้าววววววว” พอผมมาถึงจะบ่นต่อทันทีว่า “อะไรเนี่ย โตจนป่านนี้แล้ว ยังต้องให้แม่เรียกกินข้าวอีก” “แล้วเนี่ยซื้ออะไรมาเยอะแยะ ของซื้อๆมาทำไมไม่เก็บให้เป็นระเบียบ” 9ล9 บางทีผมก็บ้านะ ทำตัวเหมืนอเด็กๆ ให้แม่ได้บ่น

ปีนึงแม่จะได้บ่นได้ว่าสักหนนึง ปีนึงผมจะได้ฟังสักหนนึง

เหม็นสาบจริงๆ วันๆเอาแต่เล่น
จะสอบแล้วทำไมไม่ขยันบ้างเลย
กินข้าวรึยัง
รีบกลับบ้านนะลูก
นอนได้แล้วดึกมากแล้ว ….
บ่นๆๆๆๆๆ

แม่ผมไม่เคยพูดว่ารักลูกแค่ไหน ไม่กอด ไม่มีสัมผัส ของเล่นที่อยากได้น่ะเหรอ ดิ้นให้ตาย ยังไม่ได้

แต่ความรักของแม่ อยู่ในทุกๆคำที่แม่พูด ทุกๆอย่างที่แม่ทำ

————————————————
เคยได้ยินกันไม๊ครับ เสียงของความรัก

ภาษาที่มีแต่คำบ่นคำว่า ด้วยเสียงที่มีแต่ ความรัก
ทำได้ไม๊ ด่าว่าใครสักคนจริงๆจังๆ ด้วยน้ำเสียงของความรัก

ไม่มีคำดุด่า ว่ากล่าวของใครที่มีเสียงของความรักมากมายอยู่ในนั้น เท่าเสียงของแม่

————————————————

กระเป๋าเดินทางผมจัดเสร็จแล้ว
ไม่รู้ว่าเวลาจัดกระเป๋าที่มันมีเยอะๆแล้ว ใครจะจัดแบบแม่ผมรึเปล่า
เอา เสื้อมาห่อนู่น เอานู่นมายัดนี่ เอานี่รวมกันไปยัดนั่น มั่วไปหมด ซีดีสอดตรงนี้แผ่นนึง ตรงนั้นแผ่นนึง แต่ออกมาแล้วแพคแน่นเป๊ะ ไม่มีอะไรขยับได้เลย เหมือนเล่นเกมส์ puzzle เหมือนกันนะเนี่ย
ความสามารถระดับนี้ ต้องยกให้แม่แกจริงๆ

ต่อไปนี้ คงต้องเลิกโชว์ ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นเด็กๆคอยให้แม่จัดกระเป๋าให้ ปล่อยให้แม่ว่า แม่บ่น ซะให้พอ
หวังว่าแม่คงคิดถึงอยากบ่นผม เหมือนกับที่ผมอยากได้ยินเสียงแม่บ่น มันเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นความรักของแม่ชัดเจนจริงๆ

—————————————————
พูดเรื่องเสียงของความรัก พาลให้นึกถึงหนังที่เคยชอบเรื่องนึงขึ้นมา

“when Harry met Sally”

Harry : I love that you get cold when it’s 71 degrees out. I love that it takes you an hour and a half to order a sandwich. I love that you get a little crinkle above your nose when you’re looking at me like I’m nuts. I love that after I spend the day with you, I can still smell your perfume on my clothes. And I love that you are the last person I want to talk to before I go to sleep at night. And it’s not because I’m lonely, and it’s not because it’s New Year’s Eve. I came here tonight because when you realize you want to spend the rest of your life with somebody, you want the rest of your life to start as soon as possible.

Sally บอกว่า “I hate you”

“I hate you” เป็นคำบอกรักในหนังที่ผมชอบมาก

ภาพที่ Meg Ryan พูดว่า “I hate you” คำพูดฉันเกลียดคุณที่เต็มไปด้วยแววตาแห่งความรัก
เปี่ยมไปด้วยความรัก ความผูกพัน

——————————————————————————————-

วันนี้ เป็นวันสุดท้ายของการอยู่เมืองไทยแล้ว อย่างที่เค้าพูดกันเสมอๆ เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปรวดเร็ว มันเร็วจนน่าใจหายจริงๆ ทั้งๆที่วันนึงมียี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนกัน

ดึกมากแล้ว
เขียนบนโต๊ะตัวนี้คืนสุดท้าย

กลับสู่ความเป็นจริง

00:๕๑
๑๖ มีนา ๔๘

รักแท้คือ …

ภูเขาสูงเสียดฟ้า       เพียงใด
มิอาจเทียบเคียงใจ   แม่ได้
แผ่นดินที่ว่าใหญ่      สุดหยั่ง พสุธา
มิเท่ารักแม่ให้          รักแท้ รักลูก

นภาแปรเปลี่ยนได้    เนิ่นนาน
รักแม่มั่นตลอดกาล   ลูกรู้
กี่คำหมื่นแสนล้าน     แทนรัก บ่เคียง
รักมั่นสามพี่น้อง       รักแท้ (คือ)แม่รัก

ณพัชร สุพัฒนกุล
เนื่องในวันแม่ และ วันเกิดแม่
สิงหาคม ๒๕๔๗

อรอนงค์

อรอนงค์
คำร้อง/ทำนอง: ณพัชร สุพัฒนกุล

Intro: F F#dim Em7 A7 Dm7 G7 C G+

C        Dm7           Em                C C#dim               Dm
เก็บใจดวงน้อย เฝ้าคอย คนเพื่อมอบรัก เก็บดวงใจภักดิ์ มั่นคง ไม่เคยอ่อนไหว

Em7 A7              Dm7           D7 on     F# G            G+
อยากจะรู้ คนนั้น ฉันฝันคือใคร อยู่แห่งหนใด ขวัญใจ เฝ้าคอยเรื่อยมา

C9    Dm7    Em7Dm7   C9 C#dim    Dm G7
ณ วันเจอเธอ หัวใจ ฉันมันก็รู้ ยิ่งได้พิศดู ยิ่งรู้ ว่าเธอคือฝัน

Em7         A7             Dm7             Fm         G+               C C#dim
จะเฝ้าถนอม กล่อมนอน ทุกเมื่อเชื่อวัน จะผูกสัมพันธ์ เปลี่ยนฝัน ให้กลายเป็นจริง

Dm      G7         Cmaj7 C#dim Dm    G7           Cmaj7 Gm7 C7
*จะเป็นหมอกขาว ยามเช้า ให้เธอสดใส จะเป็นต้นไม้ ยามสาย ให้เธอพักพิง

F F#dim                  Em7          A7             Dm7
เป็นลมพริ้วไหว ยามบ่าย ให้เธอรื่นรมณ์ ยามหนาว เป็นฟ้า คอยห่ม

Fm           Em7              A7                Dm          G7            C G+
เป็นดาว ให้เธอ ชื่นชม จะเป็นหิ่งห้อย วับแวว ตัวกลม กล่อมเธอ ให้นอน ฝันดี

C9   Dm7        Em7 Dm7       C9 C#dim         Dm7 G7
ผู้ชายคนนี้ ได้มี คนเพื่อมอบรัก ไม่ยิ่งใหญ่ยักย์ มั่งมี ไม่มีเป็นแสน

Em7     A7             Dm7           G7                          C C#dim
มีแต่ห่วงใย จริงใจ ที่ไม่ขาดแคลน มั่นคงไม่แปร อรอนงค์ โปรดจงเชื่อใจ

Dm7       G7              C C#dim  Dm7  G7              C
มั่นคงไม่แปร อรอนงค์ โปรดจงเชื่อใจ ให้กาลเวลา นำพา ให้เธอมั่นใจ

๓ กรกฎาคม ๔๖